Archive for กรกฎาคม, 2009



ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างก็ไม่รู้ด้วยคำสัญญา เช่น เราจะรักกันทุกชาติไป โดยหารู้ไม่ว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชาติภพใหม่ก็เลยแตกต่างกันไป แต่คำมั่นที่สาบานยังอยู่ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณยังเป็นโสดจนทุกวันนี้ ลองสวดมนต์บทนี้ดูอาจจะดีขึ้นนะ คำขอขมาและอธิษฐานจิต อธิษฐานหน้าพระพุทธรูป หรือสวดก่อนนอนก็ได้ 

( นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ ) 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต 

‘หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออนุญาติมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร 
ขอบุญบารมี ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติ ปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ 

หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร’ 

คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง 
( คาถา บทนี้ เป็นคาถาที่ใช้สำหรับขอขมาพระรัตนตรัย และใช้เพื่อถอนคำสาปแช่ง ในอดีตชาติ ที่ติดตามมา เพราะเราไม่รู้ว่าเคยได้ ล่วงเกินปรามาสใครไปบ้างก็ไม่รู้ ไม่เว้นแม้กระทั้ง 
พระพุทธองค์ พระอรหันต์ พ่อ แม่ เป็นต้น เพราะบางคนทำการใดๆ มักมีอุปสรรค หรือมักมีคนไม่ชอบหน้า 
ขอผู้ได้รับใบคำขอขมาและอธิษฐานจิตนี้ กรุณาส่งให้ผู้อื่นต่อเพื่อสร้างผลบุญบารมีต่อไป 

=============================

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี 
ตั้งนะโม ๓ จบ ชินะปัญชะระ ปะริตตังมัง รักขะตุ สัพพะทา หรือ วิญญาณสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา นะโมพุทธายะ ๙ จบ 
(ขอพระอนันตชินเจ้าในบัญชรแวดวงกงล้อม พระโมรปริต รและพระขันธปริตร อรหันต์เจ้า จงคุ้มครองรักษาข้าพเจ้าให้พ้นจากภยันตรายสรรพสิ่งทั้งปวง ตลอดเวลาทุกเมื่อ) 

ที่มา : http://fwmail.teenee.com/etc/22519.html


วิธีบริหารหนี้กรรม…how to 

ข้อแรก…"ทำใจยอมรับ"..ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นผลของกรรมในอดีต..ก็ถือโอกาสนี้ใช้หนี้เวรหนี้กรรมให้หมดไป

ข้อสอง…"ทำดีแลกหนี้"…อย่างเวลาเราติดเงินใคร..ถ้าเราไม่มีเงินชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้..เราก็ต้องยอมให้เขายึดบ้าน..ยึดรถ..

แต่การทำดีแลกหนี้นั้น..เราทำได้ด้วยการ "ทำบุญ"..แล้วอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร..แทนหนี้ที่เราก่อไว้..

ข้อสาม…"ทำดีหนีหนี้"…คือ คิด พูด ทำ แต่เรื่องดี ๆ ทุกขณะที่เราตื่น..ทำดีให้ต่อเนื่อง..เพื่อให้ความดีหรือบุญที่สั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณมากพอจนกระทั่ง..ความดีให้ผลตลอดเวลา…หนี้เวรกรรมจึงตามไม่ทัน..

อืม..ข้อนี้..ก็เหมือนกับที่พระอาจารย์สอนเกี่ยวกับเรื่องรถคันสีขาว..และคันสีดำ…เราต้องคอยหมั่นเติมกำลังให้รถคันสีขาวขับรถเลยคันสีดำไปไกล..จนมองไม่เห็นกันเลยทีเดียว..

แต่มีกรรมอยู่บางประเภทที่หนีไม่ได้..ไม่ว่ารถคันสีขาวจะขับไปได้ไกลแค่ไหน..มองหันกลับมา..รถคันสีดำ..ก็จ่อหลังรอให้ผลติดอยู่อย่างนั้น..ก็คือ "อนันตริยกรรม" ซึงถือว่าเป็นกรรมหนัก..

อันได้แก่..

1 ฆ่าพ่อฆ่าแม่

2 ฆ่าพระอรหันต์

3 ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ

4 ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน

ข้อสี่…"หนีเข้านิพพาน"…แบบพระพุทธเจ้า…ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด…

เพราะเรามีบาปที่สั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณเป็นจำนวนอนันต์..ใช้หนี้อย่างไร..ก็คงไม่มีวันหมด..

แม้พระพุทธเจ้าเอง..ก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า..ยังต้องเวียนเกิดเวียนตายและถูกจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างพระเทวทัตมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ..เป็นเวลานานแสนนาน..

แม้กระทั่งชาติสุดท้าย..เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว..ก็ยังถูกตามราวีไม่เลิก..เพราะความอาฆาตแค้นพยาบาทของพระเทวทัตยังไม่สิ้นสุด…ถึงขนาดกลิ้งก้อนหินลงมาจากยอดเขาหมายจะให้ทับพระพุทธเจ้า..หรือปล่อยช้างตกมันให้ไล่แทงพระองค์…

…แต่ในที่สุด…เมื่อพระพุทธเจ้าดับรูปดับนามเข้านิพพานได้แล้ว…หนี้เวรกรรมที่เหลือ…จึงกลายเป็น "อโหสิกรรม"….

กรรมที่เราทำไปแล้ว..เราแก้ไม่ได้..แต่เราสามารถบริหารจัดการได้ค่ะ…

เราต้องหมั่นทำแต่ความดี..ละเว้นทำกรรมชั่ว..เพราะจะเป็นการสร้างหนี้ใหม่ให้เราเดือดร้อนอีกไม่จบไม่สิ้น..

หากผลของกรรมที่เรากำลังรับอยู่นั้น..ถ้าร้ายแรงมาก..ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงหรือหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก..ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด..อย่างที่บอกก็คือ..ก็แค่เลิกทำกรรมชั่ว..เลิกแล้วต่อกันแค่นั้นพอ…

แต่ถ้ามันกำลังเกิดขึ้น…ก็ขอให้อดทน..แบบทนได้ทนไป…เหมือนกับ..การผ่อนเงินกู้..

ในเมื่อเรามีหนี้..เราก็ต้องใช้คืนตามวิสัย..แม้ใจจริงไม่อยากใช้..แต่เราจำเป็นต้องใช้..ดังนั้น..เราต้องรู้จักเลือกใช้คืนในระดับที่เราพอทนไหว..และทนได้….

สิ่งที่สำคัญของการทำความดีก็คือ.."ทำดีแล้วต้องหมั่นคอยอุทิศบุญ"

เพราะความดี..อยู่ส่วนความดี…

ความชั่ว..อยู่ส่วนความชั่ว…

ต่อให้เราทำความดีมากแค่ไหน..ความชั่วที่เคยทำไปแล้วก็ยังอยู่เหมือนเดิม..หักกลบลบหนี้ลบล้างกันไม่ได้..

ดังนั้น..ทุกครั้งที่เราทำความดี..มีบุญสั่งสมอยู่ในตัว..แต่ถ้าเราไม่ใช้หนี้..เจ้ากรรมนายเวรก็จะตามทวง..เพราะถ้ามีบุญแล้วไม่อุทิศ..เจ้ากรรมนายเวรอาจตามราวี..ก่อความเดือดร้อน..ความรำคาญใจ..จนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว..หรือถึงแก่ชีวิตได้…

สรุป..

วิธีการบริหารหนี้ที่ดีที่สุด..ไม่ว่าหนี้กรรม..หรือหนี้บัตรเครดิต : )….ก็คือ…"หยุด" สร้างหนี้…

นอกจากตั้งสติก่อนสตาร์ทแล้ว..

ก็ต้องตั้งสติก๋อน..คิด..พูด..และทำ..

และ…ตั้งสติก่อนรูดการ์ดกันทุกครั้ง.. : )

วิธีการทำความดีที่ดีที่สุด..นอกจากการให้ทาน..รักษาศีล (ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราทำความชั่ว) ก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน…

ถ้าเราเข้าใจกฏแห่งกรรม..เและการบริหารหนี้กรรมแล้ว..

เราจะได้รู้จักกลับมาบริหารชีวิตด้วยการพัฒนาจิตของเราโดยการ..หันกลับมาศึกษากายใจของเราซะ..

เราสามารถพัฒนาศักยภาพของ "สติ" โดยการฝึกพรากใจจากอดีตและอนาคตให้มาอยู่กับปัจจุบัน…อยู่กับกายและใจนี้ของเรา..ด้วยการ "เจริญสติ"…เพื่อหาหนทางดับทุกข์…ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก…

และรู้ให้เท่าทันใจของเราอันเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ตัณหา และอุปาทาน..ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง..

ที่มา :http://www.kondee.com/board_show_question.php?menu=&qs_qno=3461&page=5&search=&sort=


 
 
เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตา เพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควร

เช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อน 

ออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่

เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้ เกิดบ่อยกับทุกคน

จนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า กฎของเมอร์ฟี่ ความว่า 
ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก

นอกจากกฎของเมอร์ฟี่ ยังมีกฎอื่นๆ ที่มีผู้สังเกตพบมากมาย

จึงรวบรวมไว้ดังนี้

กฎความเป็นไปได้

ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ 

และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม

การดูดวง

หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว 

แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด

กฎแห่งความแม่นยำ

หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด

กฎของหาย

ของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มัน

กฎของเมธี

เลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือเลขที่จะออกงวดนั้น 

และหวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับหวยที่ออก 
หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง 
แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง 
และถ้าเราซื้อทั้งสองแบบมันจะไม่ออกเลย

กฎแรงโน้มถ่วง

วัตถุ 2 ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกถึงพื้นด้วย

ความเร็วขนาดที่ทำลาย ทรัพย์สินได้มากที่สุดเท่าๆกัน

ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ

หนังสือปกสวย เนื้อในมักห่วย 

หนังสือปกขี้เหร่ เนื้อในห่วยกว่า

กฎห้ามพูด

คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า "เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ" 

กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง 
ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา 
และถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหา

กฎของโฮว์ (Howe’s Law)

มนุษย์ทุกคนถ้าไม่พยายามมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ

กฎของไซเมอร์กี้

ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอ

ข้อสังเกตของอีตัวร์

รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรา

กฎการแก้ปัญหา

ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆ อยู่ภายใน

ซึ่งพร้อมจะขยายตัวแทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง

กฎทอง

คนมีทองคือคนออกกฎ

ธรรมชาติของมนุษย์

มนุษย์เรามีสองประเภท

ประเภทแรก คือ คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวก 
ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก

กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล

คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอน 

คนที่มีนาฬิกาเพิ่ม มาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้อง

กฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำ

การเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยาก 

เพราะงาน 90 % แรก จะกิน เวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการ 
ส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ

กฎของโอรีลลี

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ การทำโต๊ะทำงานให้สะอาด

กฎของลีเบอร์แมน

นักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร

กฎน้ำพริกถ้วยเก่า

เสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่

ข้อเท็จจริงขององค์กร

ในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียว 

ที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ นี้จะถูกไล่ออกเสมอ

กฎการโต้เถียง

คนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มาก

กฎการทำงานเป็นทีม

เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี

กฎการมองโลก

มนุษย์สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย 

ที่เหลือมองร้ายกว่า

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 
1

 
1

 
2

 
1 

สมาชิกคนใหม่ อิอิ

ดูแล้วรักแม่มากๆเด้อ รักนานๆด้วย

ความตาย สิ่งนี้ นามนี้ นำความหวาดกลัว และ การดิ้นรนทุกอย่างเพื่อพ้นมันไป
หรือ การพยายามจะพบมันให้เร็วขึ้น เพื่อหนีสิ่งไม่ปรารถนาทั้งหลายในโลกแห่งความจริง สีเขียวอมฟ้า มีควันพิษหนาๆหุ้มอยู่…

ที่จริงแล้ว… เราทุกคนเกิดมา เมื่อได้สั่งสม
ความรู้ ความรู้สึก และสิ่งมากมายในชีวิต เพื่อจะเผชิญเสี้ยววินาทีแห่งความตายนี้ ….

เสี้ยวที่จะตัดสิน การเดินทางขั้นต่อไป

จนกว่าจะถึงจุดหมายของสรรพขีวิต คือ การไม่ต้องมาเกิด

…. มันเป็นแค่ ประตู ไปสู่อีกห้อง 

อย่ากลัว และ อย่าวิ่งหามัน

แต่ จงพร้อมที่จะเจอมัน อยางมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยิ้มรับ ทักทาย
และ ผ่านไปอีกห้อง ที่เรามีสิทธิ์เลือกห้องใหม่ ต่อไปจ้า.
..

 
 
คล้ายการเปลี่ยนรองเท้า เพื่อเดินทางต่อไป ด้วยจ้า…
 

เหมือนทิ้งเสื้อผ้าตัวเก่าเพื่อสวมเสื้อผ้าชุดใหม่

จิตเปรียบดังร่างกาย

เป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ให้สะอาด

แม้พบเจอฝุ่นควัน คราบเหงื่อไคล

ก็ควรหมั่นขัดเกลาชะล้างให้ผ่องใส

ชำระล้างกิเลสออกจากดวงจิต

ให้ผ่องใสประภัสสรตลอดเวลา

ส่วนซากนั้น

ก็ดูแลเพียงเพื่อให้เขาเป็นพาหนะ

พาจิตเรามุ่งตรงไป

สู่มรรคผลนิพพาน

เพียงไม่ละเลย แต่ไม่ต้องยึดติด

 
ไม่ต้องมีคำทำนาย

ไม่ต้องทราบเรื่องภัยพิบัติ

แต่ การได้เห็นความเปราะบางของชีวิตทั้งมวล
นั้น ช่วยให้เราใช้ทุกลมหายใจอย่างมีคุณค่า

>> ไข้กิเลส 2009

นับว่าในช่วงปี 2009 นี้ 
มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราต่าง ๆ มากมาย.. 

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง 
รวมถึง..ไข้หวัดมรณะ 2009.. 
ซึ่งเป็นที่แตกตื่น.. 
และหวาดวิตกกังวลไปทั่วทุกสารทิศ 

เพื่อความอยู่รอดในการดำเนินชีวิต..แบบเอาตัวรอด.. 
ให้พ้นจากพิษภัยต่าง ๆ… 
จึงทำให้ทุกคนต้องดินร้นหนีเอาตัวรอด…
 

แต่ในมุมมองที่แตกต่าง.. 
เราจะพบว่า.. 
ทุก ๆ วินาทีเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา.. 
ดังนั้น..ทุก ๆ คนจึงต้องแสวงหา..ที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวใจ.. 
แสวงหาหนทางและวิธีป้องกันตัว.. 
เพื่อความอยู่รอด.. 
และการดำรงชีวิตความเป็นมนุษย์ให้ยาวนานที่สุด.. 

ธรรมชาติได้สอนให้มนุษย์.. 
รู้จักที่จะเอาตัวรอด..ในทุก ๆ วิถีทาง.. 

ในความเป็นจริง.. 
ไม่ว่าโลกของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร.. 
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงในจิตใจของคน.. 
ที่เป็นเชื้อโรคร้าย.. 
นั่นคือ..โรคกิเลส..(โรคความเห็นแก่ตัว).. 

เชื้อโรคร้ายจะมีผลอันตรายถึงเพียงใด.. 
ที่สำคัญ..เราอย่าให้โรคแห่งความวิตกกังวล.. 
ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา.. 
เพราะโรควิตกจะสร้างโรคที่ถาวรให้แก่เรา.. 

โรคบ้างโรค..บางครั้งรักษา..ก็หาย.. 
โรคบ้างโรค..บางครั้งรักษาแล้ว..ก็ไม่หาย.. 
โรคบ้างโรค..เป็นแล้ว..ไม่ต้องรักษาก็หาย… 

เพราะฉะนั้น.. 
ขอให้เรารับรู้ว่า..โรคบางโรค.. 
เมื่อเป็นแล้ว…ก็พรากชีวิตของเราไปได้แต่ในโลกนี้ 
แต่โรคที่อันตรายที่สุดในชีวิตของมนุษย์.. 
ดังที่ได้กล่าวแล้ว..คือ..โรคกิเลส..(โรคความเห็นแก่ตัว)..นี้.. 
แม้เราตายไปกี่ครั้ง..มันก็ไม่หมดไปจากจิตใจของเราได้.. 
ถ้ายังไม่บรรลุธรรม.. 

จงเห็นตัวแก่..(เห็นแล้วปลง).. 
ดีกว่า..เห็นแก่ตัว..(เห็นแล้วเอา).. 

ที่มา : ขอบคุณบทความจากธรรมะไทย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.