|
|||
| ที่มา : http://fwmail.teenee.com/etc/22519.html |
Archive for กรกฎาคม, 2009

วิธีบริหารหนี้กรรม…how to
ข้อแรก…"ทำใจยอมรับ"..ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นผลของกรรมในอดีต..ก็ถือโอกาสนี้ใช้หนี้เวรหนี้กรรมให้หมดไป
ข้อสอง…"ทำดีแลกหนี้"…อย่างเวลาเราติดเงินใคร..ถ้าเราไม่มีเงินชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้..เราก็ต้องยอมให้เขายึดบ้าน..ยึดรถ..
แต่การทำดีแลกหนี้นั้น..เราทำได้ด้วยการ "ทำบุญ"..แล้วอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร..แทนหนี้ที่เราก่อไว้..
ข้อสาม…"ทำดีหนีหนี้"…คือ คิด พูด ทำ แต่เรื่องดี ๆ ทุกขณะที่เราตื่น..ทำดีให้ต่อเนื่อง..เพื่อให้ความดีหรือบุญที่สั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณมากพอจนกระทั่ง..ความดีให้ผลตลอดเวลา…หนี้เวรกรรมจึงตามไม่ทัน..
อืม..ข้อนี้..ก็เหมือนกับที่พระอาจารย์สอนเกี่ยวกับเรื่องรถคันสีขาว..และคันสีดำ…เราต้องคอยหมั่นเติมกำลังให้รถคันสีขาวขับรถเลยคันสีดำไปไกล..จนมองไม่เห็นกันเลยทีเดียว..
แต่มีกรรมอยู่บางประเภทที่หนีไม่ได้..ไม่ว่ารถคันสีขาวจะขับไปได้ไกลแค่ไหน..มองหันกลับมา..รถคันสีดำ..ก็จ่อหลังรอให้ผลติดอยู่อย่างนั้น..ก็คือ "อนันตริยกรรม" ซึงถือว่าเป็นกรรมหนัก..
อันได้แก่..
1 ฆ่าพ่อฆ่าแม่
2 ฆ่าพระอรหันต์
3 ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ
4 ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
ข้อสี่…"หนีเข้านิพพาน"…แบบพระพุทธเจ้า…ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด…
เพราะเรามีบาปที่สั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณเป็นจำนวนอนันต์..ใช้หนี้อย่างไร..ก็คงไม่มีวันหมด..
แม้พระพุทธเจ้าเอง..ก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า..ยังต้องเวียนเกิดเวียนตายและถูกจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างพระเทวทัตมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ..เป็นเวลานานแสนนาน..
แม้กระทั่งชาติสุดท้าย..เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว..ก็ยังถูกตามราวีไม่เลิก..เพราะความอาฆาตแค้นพยาบาทของพระเทวทัตยังไม่สิ้นสุด…ถึงขนาดกลิ้งก้อนหินลงมาจากยอดเขาหมายจะให้ทับพระพุทธเจ้า..หรือปล่อยช้างตกมันให้ไล่แทงพระองค์…
…แต่ในที่สุด…เมื่อพระพุทธเจ้าดับรูปดับนามเข้านิพพานได้แล้ว…หนี้เวรกรรมที่เหลือ…จึงกลายเป็น "อโหสิกรรม"….
กรรมที่เราทำไปแล้ว..เราแก้ไม่ได้..แต่เราสามารถบริหารจัดการได้ค่ะ…
เราต้องหมั่นทำแต่ความดี..ละเว้นทำกรรมชั่ว..เพราะจะเป็นการสร้างหนี้ใหม่ให้เราเดือดร้อนอีกไม่จบไม่สิ้น..
หากผลของกรรมที่เรากำลังรับอยู่นั้น..ถ้าร้ายแรงมาก..ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงหรือหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก..ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด..อย่างที่บอกก็คือ..ก็แค่เลิกทำกรรมชั่ว..เลิกแล้วต่อกันแค่นั้นพอ…
แต่ถ้ามันกำลังเกิดขึ้น…ก็ขอให้อดทน..แบบทนได้ทนไป…เหมือนกับ..การผ่อนเงินกู้..
ในเมื่อเรามีหนี้..เราก็ต้องใช้คืนตามวิสัย..แม้ใจจริงไม่อยากใช้..แต่เราจำเป็นต้องใช้..ดังนั้น..เราต้องรู้จักเลือกใช้คืนในระดับที่เราพอทนไหว..และทนได้….
สิ่งที่สำคัญของการทำความดีก็คือ.."ทำดีแล้วต้องหมั่นคอยอุทิศบุญ"
เพราะความดี..อยู่ส่วนความดี…
ความชั่ว..อยู่ส่วนความชั่ว…
ต่อให้เราทำความดีมากแค่ไหน..ความชั่วที่เคยทำไปแล้วก็ยังอยู่เหมือนเดิม..หักกลบลบหนี้ลบล้างกันไม่ได้..
ดังนั้น..ทุกครั้งที่เราทำความดี..มีบุญสั่งสมอยู่ในตัว..แต่ถ้าเราไม่ใช้หนี้..เจ้ากรรมนายเวรก็จะตามทวง..เพราะถ้ามีบุญแล้วไม่อุทิศ..เจ้ากรรมนายเวรอาจตามราวี..ก่อความเดือดร้อน..ความรำคาญใจ..จนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว..หรือถึงแก่ชีวิตได้…
สรุป..
วิธีการบริหารหนี้ที่ดีที่สุด..ไม่ว่าหนี้กรรม..หรือหนี้บัตรเครดิต : )….ก็คือ…"หยุด" สร้างหนี้…
นอกจากตั้งสติก่อนสตาร์ทแล้ว..
ก็ต้องตั้งสติก๋อน..คิด..พูด..และทำ..
และ…ตั้งสติก่อนรูดการ์ดกันทุกครั้ง.. : )
วิธีการทำความดีที่ดีที่สุด..นอกจากการให้ทาน..รักษาศีล (ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราทำความชั่ว) ก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน…
ถ้าเราเข้าใจกฏแห่งกรรม..เและการบริหารหนี้กรรมแล้ว..
เราจะได้รู้จักกลับมาบริหารชีวิตด้วยการพัฒนาจิตของเราโดยการ..หันกลับมาศึกษากายใจของเราซะ..
เราสามารถพัฒนาศักยภาพของ "สติ" โดยการฝึกพรากใจจากอดีตและอนาคตให้มาอยู่กับปัจจุบัน…อยู่กับกายและใจนี้ของเรา..ด้วยการ "เจริญสติ"…เพื่อหาหนทางดับทุกข์…ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก…
และรู้ให้เท่าทันใจของเราอันเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ตัณหา และอุปาทาน..ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง..
ที่มา :http://www.kondee.com/board_show_question.php?menu=&qs_qno=3461&page=5&search=&sort=

ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก
หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง
แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง
และถ้าเราซื้อทั้งสองแบบมันจะไม่ออกเลย
ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา
และถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหา
ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก
ส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ
ที่เหลือมองร้ายกว่า
หรือ การพยายามจะพบมันให้เร็วขึ้น เพื่อหนีสิ่งไม่ปรารถนาทั้งหลายในโลกแห่งความจริง สีเขียวอมฟ้า มีควันพิษหนาๆหุ้มอยู่…

ที่จริงแล้ว… เราทุกคนเกิดมา เมื่อได้สั่งสม
ความรู้ ความรู้สึก และสิ่งมากมายในชีวิต เพื่อจะเผชิญเสี้ยววินาทีแห่งความตายนี้ ….
เสี้ยวที่จะตัดสิน การเดินทางขั้นต่อไป
จนกว่าจะถึงจุดหมายของสรรพขีวิต คือ การไม่ต้องมาเกิด
…. มันเป็นแค่ ประตู ไปสู่อีกห้อง
อย่ากลัว และ อย่าวิ่งหามัน
แต่ จงพร้อมที่จะเจอมัน อยางมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยิ้มรับ ทักทาย
และ ผ่านไปอีกห้อง ที่เรามีสิทธิ์เลือกห้องใหม่ ต่อไปจ้า...

จิตเปรียบดังร่างกาย
เป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ให้สะอาด
แม้พบเจอฝุ่นควัน คราบเหงื่อไคล
ก็ควรหมั่นขัดเกลาชะล้างให้ผ่องใส
ชำระล้างกิเลสออกจากดวงจิต
ให้ผ่องใสประภัสสรตลอดเวลา
ส่วนซากนั้น
ก็ดูแลเพียงเพื่อให้เขาเป็นพาหนะ
พาจิตเรามุ่งตรงไป
สู่มรรคผลนิพพาน
เพียงไม่ละเลย แต่ไม่ต้องยึดติด
ไม่ต้องทราบเรื่องภัยพิบัติ
แต่ การได้เห็นความเปราะบางของชีวิตทั้งมวล
นั้น ช่วยให้เราใช้ทุกลมหายใจอย่างมีคุณค่า
|
|
|
|






























