ตอนนี้มีการพูดถึงหนังสือธรรมะ ในฐานะของสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจกันมากขึ้น วันก่อนผมมีโอกาสพูดเกี่ยวกับประเด็นนี้ และอยากชี้ว่าหนังสือธรรมะไม่ใช่เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจนะครับ เป็นเครื่องต่อยอดความเข้าใจ หรือไม่ก็เป็นบันไดไปสู่เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจต่างหาก
เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจต้องมีลักษณะของพลังศักดิ์สิทธิ์
ที่คนทั่วไปเห็นปุ๊บ หรือได้ยินได้ฟังปั๊บ
แล้วเกิดความรู้สึกสว่าง ยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งของชีวิต
ทำให้ชีวิตรู้สึกถึงความหวัง ความสูงส่ง เป็นพลังใจได้ทันที
อย่างเช่นตัวบุคคลที่เป็นนักบวช
ซึ่งอยู่ในฐานะที่พ้นจากการแข่งขันชิงดีแบบโลกๆ
คนก็รู้สึกถึงกระแสความไม่เบียดเบียน
รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ไหว้แล้วรับพลังบางอย่าง
มาทำความชุ่มชื่นให้จิตใจได้ทันที
ส่วนหนังสือธรรมะนั้น
เป็นการทำความเข้าใจกันว่าธรรมะคืออะไร
ถ้าคุณสงสัยอะไรนอกเหนือจากที่เขียนๆไว้ในหนังสือ
หนังสือไม่สามารถไขข้อข้องใจให้คุณได้
และถ้าคุณกำลังเหน็ดเหนื่อย เพลียใจ อยากได้ความชุ่มชื่น
คุณไม่มีทางเอาหนังสือธรรมะมาวางตรงหน้า
กราบไหว้แล้วจะเกิดพลังทางใจขึ้นมา
เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็จะมองเห็นมากขึ้น
ว่าหน้าที่ของบุคคลซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ
เหตุใดต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และประพฤติตนสูงส่ง
ส่วนหน้าที่ของหนังสือก็ต้องให้ความเข้าใจได้เร็ว
คือเนื้อหาอ่านง่าย โดนใจ และใช้ได้จริง
เมื่ออ่านเข้าใจ แล้วนำไปสู่ธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสชี้
ธรรมะที่ประดิษฐานอยู่ในใจนั้นแหละ
จะเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวต่อไป
และมีความสว่างไสวจริงอยู่ที่บ้าน อยู่ในห้องนอน
ไม่ต้องเดินทางไปที่วัดเสียก่อนแล้วจึงได้รับพลังอบอุ่นกันทีหลัง
ดังตฤณ
พฤศจิกายน ๕๓






